Chiang Rai News
กรมควบคุมมลพิษเชียงราย ลงพื้นที่ตรวจสอบดินแม่น้ำกก หวั่นพบไซยาไนด์จากเหมืองทองคำ
เชียงราย – กรมควบคุมมลพิษลงพื้นที่เก็บตัวอย่างตะกอนดินในแม่น้ำกกอีกครั้ง เพื่อตรวจหาสารโลหะหนักและไซยาไนด์ หลังจากก่อนหน้านี้ตรวจน้ำแล้วไม่พบสารปนเปื้อน แต่ยังคงกังวลเรื่องผลกระทบจากเหมืองทองในรัฐฉาน-เมืองยอน ประเทศเมียนมา ที่อยู่ห่างจากพรมแดนไทยเพียง 36 กิโลเมตร ซึ่งอาจกระทบต่อคุณภาพน้ำประปาในพื้นที่
ในระหว่างวันที่ 1-2 เมษายน นางสาวปิยนุช ทรวงคำ ผู้อำนวยการส่วนการจัดการคุณภาพน้ำ อากาศ และเสียง สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 นำทีมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่จัดเก็บตัวอย่างตะกอนดินจากแม่น้ำกก เพื่อวิเคราะห์คุณภาพ หลังจากก่อนหน้านี้ได้เก็บตัวอย่างน้ำจากแม่น้ำกกที่ไหลจากรัฐฉานเข้าสู่ อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ก่อนผ่านจังหวัดเชียงรายลงสู่แม่น้ำโขง โดยชาวบ้านบางพื้นที่สังเกตว่าน้ำมีความขุ่นผิดปกติ
นางสาวปิยนุชระบุว่า การตรวจสอบครั้งนี้มุ่งเน้นที่ตะกอนดิน ซึ่งสามารถบ่งชี้ถึงการปนเปื้อนของสารเคมีในน้ำได้ดี ทั้งนี้ ตะกอนดินยังเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำและเกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อาหารมนุษย์ จึงได้จัดเก็บตัวอย่างทั้งหมด 6 จุด แบ่งเป็น 3 จุดในจังหวัดเชียงราย และอีก 3 จุดในตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่
ในจังหวัดเชียงราย มีการเก็บตัวอย่างตะกอนดินที่บ้านโป่งนาคำ อำเภอเมืองเชียงราย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ชาวบ้านกังวลว่าอาจมีสารตกค้างในน้ำ เนื่องจากน้ำจากแม่น้ำกกถูกนำมาใช้ผลิตน้ำประปา นอกจากนี้ ยังเก็บตัวอย่างในตัวเมืองเชียงรายอีก 2 จุด ใกล้กับแหล่งผลิตน้ำประปาของการประปาส่วนภูมิภาค
“การตรวจตะกอนดินให้ผลชัดเจนกว่าการตรวจน้ำสำหรับการค้นหาโลหะหนักและไซยาไนด์ โดยผลการตรวจสอบจะใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์” นางสาวปิยนุชกล่าว
รายงานข่าวระบุว่า ก่อนหน้านี้กรมควบคุมมลพิษได้เก็บตัวอย่างน้ำที่อำเภอแม่อายเพื่อตรวจสอบเบื้องต้น และไม่พบโลหะหนักหรือไซยาไนด์ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ แต่สังเกตเห็นว่าน้ำมีความขุ่นมากกว่าปกติ โดยเฉพาะในพื้นที่แม่อาย ในขณะที่น้ำในเขตจังหวัดเชียงรายมีสีเจือจางลง
ความกังวลของชาวบ้านและเจ้าหน้าที่เกิดขึ้นหลังจากแม่น้ำในพื้นที่แม่อายมีสีขุ่นตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา รวมถึงมีรายงานว่าเหมืองแร่กว่า 23 แห่งในเมืองยอน เขตปกครองพิเศษว้าแดง ประเทศเมียนมา ซึ่งบริหารโดยกลุ่มทุนจีน อาจเป็นต้นเหตุของการปล่อยสารเคมีลงน้ำ โดยพื้นที่ดังกล่าวอยู่ห่างจากชายแดนไทยประมาณ 36 กิโลเมตร ทำให้เกิดความวิตกว่าสารเคมีอาจไหลเข้าสู่แม่น้ำกกและกระทบต่อแหล่งน้ำประปาในพื้นที่.